
การก้าวผ่านวิกฤตครั้งใหญ่ ไม่เพียงแค่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งค้นพบความสุขที่ี่แท้จริงในชีวิต แต่ยังทำให้เธอตกผลึกทางความคิดกลั่นกรองเป็นตัวหนังสือ แล้วส่งต่อมันเป็น เข็มทิศชีวิต
ให้กับคนที่มีปัญหาอีกมากมายในสังคม จนเป็นปรากฏการณ์ที่หนังสือธรรมะกลายเป็นหนังสือ
ขายดีอันดับหนึ่งของประเทศ แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ด้วยยอดขายกว่า 5 แสนเล่ม จาก
การพิมพ์ล่าสุดครั้งที่ 53 จดหมายนับหมื่นฉบับที่เขียนมาถึง อีเมลวันละ 160 ฉบับ ไม่รวม
โทรศัพท์และคำถามที่ถามตรงกับตัว ทำให้ความคิดและคำพูดของฐิตินาถ ณ พัทลุงกลายเป็น
ที่ปรึกษาชีวิตของคนนับล้านในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
สิ่งที่ เข็มทิศชีวิต' สื่อสาร คือ คนจะรู้สึกว่าถ้าอ้อยผ่านจุดนั้นมาได้อย่างดี เขาก็น่าจะทำ
ได้เหมือนกัน เพราะชีวิตคนทุกคนต้องเจอวิกฤตการณ์ สิ่งที่ี่หนังสือเข็มทิศชีวิตบอกก็คือ
ไม่ว่าวันนี้คุณเจออะไร ทุกคนมีทางเลือก ณ วันที่อ้อยเจอเรื่องราว ชีวิตอ้อยติดลบร้อยล้าน
ความรักไม่มี ลูกไม่มีพ่อ คนทั้งโลกมองว่าอ้อยต้องเบี้ยวหนี้แน่ๆ ฐิตินาถ ณ พัทลุง พูดถึง
ที่มาของหนังสือ เข็มทิศชีวิต ที่ทำให้เธอกลายเป็นที่ปรึกษาที่ต้องเผชิญสารพัดคำถาม
ในการแก้ปัญหาชีวิตในวันนี้
ภาษิตที่ว่า If one man can do, then another can do. จึงเป็นเหตุผลของตอบรับ
เข็มทิศชีวิต ที่คนส่วนใหญ่พร้อมจะเชื่อว่าสิ่งที่เล่าผ่านหนังสือเล่มนี้เป็นไปได้จริง
แม้เธอจะพูดเล่นๆ ว่าดีใจที่หนังสือขายดีอันดับหนึ่งของเมืองไทยเป็นหนังสือธรรมะ แทน
ที่หนังสือสอนใช้ซอฟต์แวร์และหนังสือผีแต่สิ่งที่เธอน่าจะดีใจอย่างเห็นได้ชัดคือการที่
หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหน่วยกู้ภัยให้กับอีกหลายชีวิตที่ต้องเจอกับปัญหาซึ่งอาจจะน้อยหรือ
มากกว่าที่เธอเคยเจอ และกลายเป็นเรื่องน่ายินดีที่เธอมักได้ข่าวดีต่างๆ อยู่เสมอจากคน
ที่ได้รับรู้เรื่องราวของเธอ
ครั้งล่าสุดที่เธอเพิ่งออกรายการโทรทัศน์ มีผู้ชายคนหนึ่งโทรมาหาเธอแล้วเล่าว่า เขาเปลี่ยน
ใจที่จะไม่ฆ่าตัวตายเพราะบังเอิญได้ยินเธอกำลังเล่าวิกฤตชีวิตของเธอออกทีวีเมื่อ 2 ปีก่อน
และแนะนำให้คนที่มีีปัญหารู้จักเลือกตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต ทำให้ครอบครัวของเขายังอยู่กัน
พร้อมหน้า เพียงแค่เปลี่ยนจากการเป็นเจ้าของกิจการมาอยู่อย่างสมถะ แต่ภรรยาและลูกดีใจ
ที่เขายังอยู่ และหนังสือเข็มทิศชีวิตก็อยู่บนหัวเตียงเขาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา
ผ่านวิกฤตเพราะคิดได้ตก
วิกฤตที่ฐิตินาถผ่านมานั้น ทำให้เธอล่มสลายทั้ง ปัจจัย 4 ความรู้สึกปลอดภัย สังคมเพื่อนฝูง การยอมรับในตัวเอง และความศรัทธาในสิ่งที่มนุษย์ทำได้สูงสุด ครบตามหลัก 5 ประการ
ของมาสโลว์
อ้อยเป็นคนที่ไม่ชอบสงสารตัวเอง ไม่ชอบตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลือกไม่ได้ เพราะฉะนั้น
พอเกิดอะไรขึ้นปุ๊บ ก็จะดูว่ามันมีอะไรในเรื่องนี้แล้วเราเอามาใช้ได้ อ้อยพบว่าทุกเรื่องไม่ได็
้ดีหรือร้ายในตัวมันเอง เหมือนอยู่ๆ ใครจะรู้ว่าการที่อ้อยต้องมาเจอหนี้ร้อยล้าน สามีตาย ถูก
นินทาว่าร้าย จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดีที่สุดในวันนี้ มองจากเหตุการณ์มันเป็นไป
ไม่ได้แต่มันดีได้ จึงรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่กระตุ้นเตือนผู้คนว่า วันนี้ไม่ว่าเขาจะเจออะไร ให็
้เริ่มกลับมาตั้งคำถามกับศรัทธาของตัวเราเองว่า จริงๆ เราเป็นใคร เป็นอะไร
วิธีการที่จะหาตัวตนของตัวเองที่เธอพูดถึงไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อใน
สิ่งที่คนอื่นพูดเพราะอ่อนแอ
สิ่งที่พูดถึงในเข็มทิศจะนุ่มนวลและปลอบประโลมจิตวิญญาณได้ดีในการรักษาคน ไม่ว่าจะ
ถูกปฏิเสธอย่างไร แต่เราไม่สามารถใช้กรอบความคิดเราไปตัดสินการกระทำของใครได้ เพราะเราไม่รู้จักเขาจริงๆ ว่าเขามาจากแง่มุมไหนของความคิด ขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถ
ให้ใครมาตัดสินเราได้ เพราะฉะนั้นเมื่อไรที่เราเงี่ยหูฟังหรือหวั่นไหว เมื่อไรก็ตามที่เราอ่อนแอ
เราจะเชื่อในสิ่งที่คนอื่นพูด แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรารู้ชัดๆ ว่าเราเป็นใคร ทำอะไรอยู่ เรา
จะไม่กังวลในสิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับเราเลย ชมก็ไม่ลอย ด่าก็ไม่โกรธ การรู้จักตัวเองจึงเป็น
สิ่งสำคัญมากของบุคคลแต่ละคน
ฐิตินาถใช้หนี้ร้อยกว่าล้านหมดภายใน 2 ปีครึ่ง ถ้าเธอจะเลือกทางกลับไปมีชีวิตแบบเดิม
เริ่มต้นธุรกิจใหม่ก็คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่เธอใช้เวลาอีก 4 ปีต่อมาตกผลึกทางความคิดจนเกิด เข็มทิศชีวิต ซึ่งทำให้หลายคนได้เจอทางเลือกใหม่ของชีวิตเหมือนที่เธอพบ มุมการตลาด
จาก เข็มทิศชีวิต
ถ้าถามว่าหนังสือเข็มทิศชีวิตขายด้วยตัวเนื้อความ โดยไม่ได้ทำการตลาดเลย ก็คงไม่ใช่
เรื่องราวของฐิตินาถถูกมองเป็นสินค้าตั้งแต่วันแรก มีสำนักพิมพ์ถึง 7 แห่ง ติดต่อให้เธอเขียน
เรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเธอเขียนเสร็จกลับถูกบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ระดับแนวหน้า
ของประเทศถึง 3 คนปฏิเสธ ที่จะตีพิมพ์และให้เธอกลับไปเขียนมาใหม่
เขาบอกใครจะอ่านเรื่องแบบนี้ เป็นเรื่องของจิตใจไม่ได้อิงกระแส ขายไม่ได้หรอก คนที่ 2
บอกธรรมะต้องหวานๆ ไม่ใช่วิพากษ์รัฐบาลเศรษฐกิจ ไม่่เวิร์ค คนที่ 3 บอกต้องเขียนเรื่อง
ตัวเองเหมือนเขียนเรื่องคนดังดารา เขียนเป็นเรื่องของหลักชีวิต คนไม่อ่านหรอก
4 ปีก่อนที่เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น กระแสหนังสือธรรมะในเมืองไทยยังไม่เกิดแต่ฐิตินาถก็มั่น
ใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะเธอบอกว่า ต่อให้ต้องเปรียบเทียบหรือแข่งกับคนอื่น ถ้าเรารู้ชัด
ว่าตัวเองเป็นใคร ทำอะไร เหมือนที่เรารู้จักสินค้า รู้จักธุรกิจของตัว หลับตาก็เห็นทะลุ ก็ไม๋
่ต้องกลัวเรื่องการแข่งขัน แต่ปัญหาก็คือ จิตใจคนไม่เคยเงียบพอที่จะได้ยินเสียงภายในหรือ
ใช้ความรู้สึกในการรับรู้สิ่งที่คนอื่นไม่ได้พูด แม้กระทั่งผู้บริโภค ก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร
เมื่อคิดเช่นนี้ เธอจึงมั่นใจที่จะบอกกับบรรดาบรรณาธิการเหล่านั้นว่า เธอมั่นใจว่าเข็มทิศชีวิต
จะขายได้้เกินแสนเล่ม
เขาบอกว่า คุณตลกแล้ว สามพันก็ขายให้ได้เถิด แฮรี่ พอตเตอร์ ที่ว่าขายดีตอนนั้นก็ยังไม่
กี่หมื่นเอง แต่อ้อยรู้ว่า ถ้าเรารู้จักโปรดักส์ของเราชัด อ้อยไม่คิดเรื่องเงินด้วยซ้ำ อ้อยรู้ว่า
อยากเสนออะไรให้คนอื่น ไม่่ต้องกังวลเลย อ้อยจะขับเคลื่อนมัน
สำนักพิมพ์อาศรมสารนาถจึงเกิดขึ้น เพื่อพิมพ์หนังสือเข็มทิศชีวิตออกขาย ลงทุนเอง จัด
จำหน่ายเอง โดยมีสำนักพิมพ์วงกลมช่วยประสานงานกับโรงพิมพ์ และตลอดเวลา 4 ปีกว่า
ก็มีหนังสือที่พิมพ์ออกมาเพียงเล่มเดียว โดยเพิ่งจะมีผลงานของ ศิริรัตน์ ณ พัทลุงออกมา
เป็นเล่มที่ 2 เมื่อไม่นานมานี้
อ้อยตกผลึกในช่วง 7 ปีหลังเจอวิกฤต เวลาอ้อยเกิดอะไรขึ้นอ้อยจะชอบเดิน เราก็จะรู้ด้วย
ใจตัวเอง จะเห็นเลยว่าไม่มีอะไรเลยเราก็อยู่ได้ แต่ละเรื่องมันดี ทำให้เราโต ไม่ว่าคุณเจอ
อะไรอยู่ มันดีกับชีวิตคุณทั้งนั้นเลย มันเหมือนเป็นประตูที่ทำให้ชีวิตก้าวออกไปอย่างที่คุณคิด
ไม่ถึงเลย เป็นความสุข ความรัก ความอบอุ่น ความมั่นคง ความเป็นอิสระของจิตใจ
เห็นสินค้าชัดในด้านเนื้อหา ด้านการผลิตฐิตินาถอยากให้หนังสือเล่มนี้ได้มาตรฐานไม่แพ้
หนังสือเมืองนอก ที่พิมพ์สี่สีในแบบที่ตัวเองอยากอ่าน ซึ่งการลงทุนตามแบบที่ตั้งใจ ได็
้ผลลัพธ์ในแง่ของเรื่องเงินกลับมามโหฬาร
นอกจากตัวเนื้อหา เราก็ต้องเลือกองค์ประกอบที่ดีในการนำเสนอ ไม่ใช่ของเราดีแล้วคนจะกิน
อย่างไรก็็ได้ อ้อยไม่เห็นด้วย ของดีต้องมีแพ็กเกจดีมีการสื่อสารที่ดี
ด้านการสื่อสาร การบรรยายตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมาของเธอจึงเปรียบเป็นต้นทุนการตลาด
ในการสร้างการรับรู้ให้กับสินค้าตัวนี้นั่นเอง เพราะเป็น ธรรมะ'
ยอดขายหลายแสนเล่มของหนังสือ ส่วนหนึ่งมาจากการการทำโปรโมชั่นให้แลกซื้อได้ในราคา
59 บาท เมื่อซื้อสินค้าในเซเว่นครบ 40 บาท จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2551 ซึ่งเป็นโครงการ
ที่บริษัท ซีพีออล จำกัด จัดขึ้นเพื่อต้องการให้คนไทยมีโอกาสได้อ่านหนังสือมากขึ้น
โครงการนี้พนักงานเซเว่นเขาก็รู้สึกเหมือนเขาได้ทำบุญด้วย ราคาปกติ 180-200 บาทไม่มีใคร
ซื้อหรอก อ้อยปรับราคาไม่เกิน 60 บาท ที่เหลือให้เซเว่นเป็นคนจัดการ
ไม่เพียงแต่เด็กขายลูกชิ้นปิ้งที่ฐิตินาถเห็นกับตาว่าเขายืนอ่านเข็มทิศชีวิตระหว่างขายของ บน
รถเมล์หรือที่ต่างๆ ก็มีโอกาสพบคนถือหนังสือเล่มนี้ได้บ่อยๆ
มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นเกษตรกรชาวไร่ชาวนา เขียนมาหาอ้อย บอกว่าในชีวิตนี้เคยแต่ซื้อหนังสือ
มาตรวจรางวัลในวันหวยออก เข็มทิศชีวิตเป็นพ็อกเกตบุ๊กเล่มแรกที่ได้อ่าน ทำให้เขาได้คิดว่า
ทำไมเกษตรกรอย่างเขา และคนทั้งหมู่บ้านต้องรอวิ่งไปซื้อกับข้าวจากรถขายกับข้าวทั้งที่ตัว
เองเป็นเกษตรกร หมู่บ้านที่ี่อ้อยอยู่ก็เป็นเกษตรกรหมด แต่ทุกคนก็ไปซื้อของที่ร้านกับข้าวที่
เอาจากในเมืองมาขาย แพงกว่าซูเปอร์์อีก ตลกไหม เป็นเพราะเราใช้ชีวิตโดยไม่ได้หยุดคิด
ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
หนังสือเล่มเดียว ขายต่อเนื่องมาตลาด 4 ปีในเมืองไทย วันนี้อยู่ระหว่างรอผลผลิตภาคภา
ษาอังกฤษ เกาหลี จีน และญี่ปุ่น เพื่อไปวางตลาดต่างประเทศ จากคนไทยที่เคยรับงาน
เขียนเรื่องธรรมะจากต่างประเทศเข้ามาทั้งที่ี่เป็นเมืองพุทธกำลังจะมีผลงานเเกี่ยวกับธรรมะส่ง
ออกไปให้ต่างชาติได้อ่านเพิ่มขึ้นอีก 1 เล่ม
ส่วนคนไทยก็เป็นไปได้ว่า เสียงเรียกร้องที่ดังขึ้น อาจจะทำให้มีโอกาสได้เห็นเข็มทิศชีวิต
เล่มที่ 2 ออกมาให้อ่านกัน เพราะอย่างน้อย ที่ปรึกษาชีวิตคนนี้ก็กล่าวทิ้งท้ายไว้แบบมีหวังว่า
หลายคนถามอ้อยตรงๆ อยากได้รายละเอียดว่าจ่ายหนี้อย่างไร บอกเป็นขั้นตอนได้ไหม อ้อย
กำลังคิดทีีละเรื่อง เช่น ตอนที่บริษัททำร้านเพชรเพิ่งเปิดได้เดือนเดียว และขยาย 9 ร้านใน 6 เดือนทั้งที่ไม่มีเงินสักบาท หรือเรื่องความสำคัญที่รู้สึกดีกับตัวเอง ก็ดูๆ อยู่
3 ปัญหายิ่งใหญ่ของชีวิตคนเมือง
ปัญหาสารพัดเรื่องที่ฐิตินาถให้คำปรึกษา ในจำนวนนี้มีปัญหาฮิตๆ ของคนเมือง คนทำงาน
ที่พบเห็นได้บ่อย และเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสังคมที่พบอยู่เป็นประจำ
ปัญหาเด็ก
พ่อแม่ส่วนใหญ่กลุ่มใจกับเด็กรุ่นใหม่ซึ่งมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น ขณะที่เด็กที่พบปัญหาก็มีปัญ
หาเช่นกัน
พ่อแม่หลายคนเขียนมาปรึกษาลูกชิงสุกก่อนห่าม อ้อยบอกหยุดก่อน อย่างเพิ่งโทษเด็กว่า
เลว ให้มองย้อนไปสมัยก่อน จีนโบราณแต่งานตอน 12-13 สังคมไทยก็แต่งงานเร็ว เพียง
แต่เด็กสมัยนี้มีเรื่องให้ทำเยอะ กว่าจะเรียนจบปริญญา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อย่าคิดว่าเด็ก
เลว
ปัญหาพ่อแม่
พ่อแม่ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ประสบความสำเร็จ คาดหวังให้ลูกเรียนเก่ง ๆ คาดหวังกับ
ลูก แต่จะผิดหวังเมื่อไม่ได้ดังใจ ขณะเดียวกันก็กลัวลูกเครียด ไม่มีความสุข
ปัญหานี้อ้อยคิดว่าตลกมาก สมมติเด็กแต่ละคนเป็นนก ปลา กระต่าย ที่ต้องถูกส่งไปโรงเรียน
ปีนต้นไม้ คุณคิดว่านกปลากระต่ายจะรู้สึกอย่างไร เด็กวันนี้ก็เหมือนกัน เด็กหลายคนไม่ถนัด
คิดเลข แต่เขาต้องไปทำแบบเดียวกันหมด แล้วเราใช้ระบบเดียวกันในการวัดเด็ก มันทำลาย
ความภูมิใจศรัทธาในตัวคนคนหนึ่ง แล้วพ่อแม่ก็ไปตัดสินว่าสอบไม่ผ่านคือล้มเหลว ถ้าถาม
อ้อย คนคนหนึ่งเกิดมา ไม่ว่าจะเป็นลูก เป็นพ่อ เป็นแม่ ให้เขาเป็นเขา ให้เราได้รักเขา แล้ว
เขารักเราพอแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องพิสูจน์ ทำไมเราถึงต้องให้อีกคนพิสูจน์ความรักหรือความ
เป็นคน ด้วยมาตรฐานที่ใครไม่รู้ตั้งขึ้นมา ถูกหรือผิดก็ไม่รู้ สิ่งที่อ้อยอยากจะบอกก็คือว่า อย่า
บังคับคนอื่นเลย
โดยส่วนตัวฐิตินาถเป็นคนเรียนเก่ง เธอจบปริญญาตรีตอนอายุเพียง 18 ปี สมัยเรียนมัธยม
พิสูจน์ทฤษฎีีทำซ้ำให้พ่อแม่เห็นจนได้ 4 ทุกวิชาโดยไม่เข้าห้องเรียน และเลือกที่จะกำหนด
ชีวิตตัวเอง
อายุสิบขวดนิดๆ อ้อยตัดสินใจไปเรียนเมืองนอก ติดต่อทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำให้พอม๊
ีปัญหาแล้วบ่นไม่ได้ ต้องจัดการทุกอย่างให้สำเร็จ แต่ถ้าเราเป็นคนเลือกให้เขาทำเมื่อเจอ
ปัญหาเขาจะอ่อนแอและไม่่ประสบความสำเร็จ
ในการเลี้ยง น้องทะเล ลูกสาวคนเดียววัย 12 ปี เวลาส่วนใหญ่ฐิตินาถเลือกที่จะใช้ชีวิต
พูดคุยกับลูกอยูู่่เสมอ รวมทั้งปล่อยให้ลูกสาวค้นหาและเลือกทำสิ่งที่ชอบด้วยตัวเอง ผลคือจากเด็กที่ทรงตัวไม่ดีตั้งแต่เล็ก น้องทะเล กลายเป็นนักว่ายน้ำและนักเทนนิสของ
โรงเรียน ชอบงานศิลปะที่ทำด้วยตัวเอง พอใจที่จะตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า และตี 5 อาทิตย์ละ
2 วัน เพื่อไปซ้อมว่ายน้ำที่โรงเรียน
ถ้าเราลดความคาดหวังเป็นศูนย์ เราจะไม่ผิดหวังกับอะไรเลย เธอสรุป
ปัญหาครอบครัว
พ่อแม่ในกรุงเทพฯทำงานหนักมาก กลับถึงบ้านเหนื่อยหมดแรง วิธีการก็คือลูกดูทีวีหรือ
เล่นเกมไปเถิด กลายเป็นเด็กติดเกม พ่อกับแม่จะได้นอนอืดแช่จมอยู่ในความคิดตัวเอง
แบบนิ่งๆ แต่นั่นเป็นการทำร้ายลูก มันเหมือนเป็นวงจรมะเร็งร้าย ถามว่าทำไมพ่อแม่ต้อง
ทำงานหนัก เพราะผ่อนบ้านผ่อนรถรูดบัตรเครดิต ก็ต้องเลือกทำงานที่ผลตอบแทนสูงๆ
เจ้านายก็กดดัน กลับมาถึงบ้านก็นอนแผ่หลา พอเสาร์อาทิตย์์ก็ต้องหิ้วสังขารพาลูกไป
เรียนพิเศษจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง
ประเด็นนี้เป็นคำถามที่ฐิตินาถพบบ่อยจากกลุ่มคนทำงาน ซึ่งเธอแนะนำให้ทุกคนหยุดคิด
เพื่อจะได้รู้ว่าทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อถูกแกว่งไปตามกระแสโดยไม่มีทางเลือก และควรหา
ให้เจอว่าตัวชอบทำอะไร
อ้อยเจอคนเยอะมาก ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ให้ออกจากงานก็ไม่รู้ว่าตัวเอง
ชอบทำอะไร ซึ่งมันเศร้ามาก การที่ตลอดชีวิตเราอยู่กับงานตลอดเวลา ช้อปปิ้งก็ซื้อ
เสื้อผ้าเพื่อใส่ไปทำงาน ตื่นขึ้นมาขับรถไปทำงาน อยู่ที่ทำงาน พักผ่อนหลังเลิกงาน
ก็อยู่กับเพื่อนทำงาน ทุกๆ อย่างเพื่องานหมด ถ้าเราไม่ได้ชอบงานที่เราทำ ก็เท่ากับ
เราปล่อยให้งานกลืนกินชีวิตเรา หรือตลอดเวลาใจเราไม่เคยอยู่กับสิ่งที่เราอยู่ตรงหน้า
ร้อยละร้อยเราจะรู้สึกว่าเราทำชีวิตเราไม่เสร็จ
เธอแนะนำว่า การค้นหาความชอบของตัวเอง ให้ค่อยๆ เริ่มจากตื่นมาแล้วทำในสิ่งที่รู้
ชัดๆ ว่าตัวเองถนัดอ ะไร เริ่มแกะจากตรงนั้น เริ่มต้นอาจจะไม่ใช่งานที่ชอบหรือรัก แต
่ถ้ารู้สึกว่างานแย่ ก็ให้คิดว่าเป็นเหมือนเวทีีสำหรับขัดเกลาจิตใจตัวเอง แต่ถ้าคิดว่างาน
ไม่ดี แล้วทำไม่ดี ก็จะทำให้รู้สึกล้มเหลวกับตัวตนของตัวเอง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อทั้ง
ระบบชีวิต และก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้อีกหลายเรื่อง
3 ขั้นตอนเช็คเข็มทิศ
หลักการเริ่มต้นในการปรับเข็มทิศชีวิตที่ฐิตินาถแนะนำโดยไม่อิงหลักศาสนา ซึ่งเธอ
เรียกว่า เช็กเข็มทิศ ที่สามารถปรับใช้ได้กับทุกชีวิต ทุกรูปแบบ ทุกคน แบบนำไปใช้
ได้ทันที เริ่มจากให้คิดว่า
หนึ่ง-ขณะที่กำลังกระทำ ให้คิดดูว่าเบื้องหลังที่แท้จริงในตัวกำลังคิดอะไรอยู่ ต้องการ
พูดหรือกระทำเพื่ออะไร เช่น จะตำหนิเพื่อนร่วมงานเพื่อแก้ปัญหาหรือเพื่อหาคนรับผิด
สอง-เช็กวัตถุประสงค์ของชีวิตว่าอยากมีชีวิตเป็นอย่างไร เช่น อบอุ่นมั่นคง มีประโยชน์ มีชีวิตที่มีคุณค่า ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน
สาม-เลือกการกระทำที่นำไปสู่การมีชีวิตแบบที่ต้องการ เช่น ถ้าอยากมีชีวิตที่ี่อบอุ่นในที่
ทำงาน ก็ไม่มานั่งไล่บี้เพื่อนร่วมงานว่าใครผิด แล้วอาจจะเปลี่ยนไปหาทางแก้ปัญหาแทน
ตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ต้องการ
พิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด มันเหมือนกับว่าเรามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ภายใน เราเลยโยนอะไรที่
ี่ไม่ดีออกไปให้คนอื่น ถ้าหันมาเห็นความคิดเบื้องหลัง เราก็จะเลือกการกระทำที่มันสอด
คล้องกับเป้าหมาย
เพียง 3 ขั้นตอน แต่จะทำให้สำเร็จก็ต้องหมั่นฝึกฝนจิตใจ ซึ่ง ฐิตินาถ เปรียบเทียบไว้ถึง
ความสำคัญของการมั่นฝึกใจตัวเองว่า
หากคิดว่าการอาบน้ำชำระร่างกาย กินข้าว เป็นเรื่องสำคัญทางกาย การไม่ชำระและให้
อาหารใจ ก็จะทำให้้คนเราไม่สามารถควบคุมชีวิต เลือกจะทุกข์ สุข หรือมองให้ถูกต้องได้ การศึกษาภาวนาจึงเป็นสิ่งจำเป็น
โดยส่วนตัวแม้จะคุ้นเคยกับการปฏิบัติธรรมมากกว่า 10 ปี แต่ฐิตินาถก็ยอมรับว่า เป็นเรื่อง
ยากสำหรับการฝึกใจด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการฝึกอยู่กับบ้าน เทคนิคที่ใช้ได้ดี คือ การ
เข้าร่วมปฏิบัติยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งเป็นการยืมพลังหมู่ บรรยากาศมวลรวมแห่งธรรมะ และ
กุศโลบายของผู้สอนแต่ละท่านเป็นเครื่องช่วย จะทำให้ฝึกได้ง่ายขึ้น
ดังนั้นทุกวันนี้ นอกจากเธอจะเดินภาวนาในบริเวณบ้านท่ามกลางธรรมชาติขนาด 40 ไร่
ที่ศรีราชา รับบรรยายตามที่ต่างๆ เดือนละ 2 ครั้งโดยไม่รับค่าตอบแทน เขียนคอลัมน์
์ธรรมะให้กับหนังสือพิมพ์และนิตยสารเดือนละ 2-3 ชิ้นอีกสิ่งที่ยังต้องปฏิบัติอยู่เสมอ คือ
การเข้าปฏิบัติธรรมยังสถานที่ต่างๆ
ที่มา : Positioning Magazine

|