ไปเจอบทความในหนังสือ Spicy ที่เขารวบรวมวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือ
รางวัลซีไรต์ (S.E.A.Write -Southeast Asian Writers Award) ที่มีควมงาม ความลึกซึ้งคมคายทั้ง
ในเรื่องมุมมองความคิดและภาษา สำหรับสาวๆที่ต้องการยกระดับสติปัญญาและมุมมองความคิด
มาดูกันว่ามีเรื่องอะไรบ้าง
ความสุขของกะทิ (2549)
ละเมียดละไม ลึกซึ้ง จับใจ และสะเทือนอารมณ์มากๆ สำหรับวรรณกรรมจาก
ปลายปากกาของนักแปลชื่อดัง 'คุณงามพรรณ เวชชาชีวะ' โดยเรื่องนี้เปิดเรื่อง
ด้วยภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความเรียบง่าย หากแต่เปี่ยมสุขด้วยความรักจากครอบ
ครัวและคนรอบข้าง ในบ้านริมคลองของเด็กหญิงวัย 9 ขวบที่ชื่อ 'กะทิ' ก่อนจะ
ค่อยๆ เผยปมปัญหาทีละน้อยๆ จนคุณน้ำตาไหลและสะอึกสะอื้นโดยไม่รู้ตัว เรียก
ว่ามีคุณค่าทางวรรณศิลป์ครบถ้วนสมกับรางวัลจริงๆ ค่ะ
คำพิพากษา (2525)
ถึงอ่านแล้วจะแอบหดหู่กับความโชคร้างของไอ้ฟัก พระเอกของเรื่อง แต่ถ้าหักลบ
กับความงามของภาษา ที่แม้จะเรียบง่ายหากแต่คมคาย รวมถึงภาพวิถีชีวิตของ
ผู้คนในสังคมชนบทไทยที่สะท้อนออกมาได้อย่างสมจริง ต้องยกคะแนนเต็ม
สิบให้กับ 'คุณชาติ กอบจิตติ' อย่างไม่ต้องสงสัย ใครที่ไม่ปลื้มกับเวอร์ชั่นภาพยนตร์ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจว่าจะไม่อ่านนะคะ เพราะการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวอักษรของนวนิยายเรื่องนี้ ทำออกมาได้สมบูรณ์ไร้ที่ติค่ะ
ลูกอีสาน (2522)
วรรณกรรมชิ้นเยี่ยมจากลูกอีสานอย่าง 'คุณคำพูน บุญทวี' ที่คนอีสานรวมถึงคนรักการอ่านไม่ควรพลาด เพราะ 'ลูกอีสาน' เป็นนวนิยายที่นำเสนอเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนอีสานอยางเต็มรูปแบบ สะท้อนให้เห็นถึงความอดทนของชาวอีสาน ที่ต้องต่อสู้กับความแร้นแค้นของผืนแผ่นดินที่เขาอยู่ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้เสน่ห์ที่ทำให้หลายคนหลงรัก 'ลูกอีสาน' ก็คือการใช้ภาษาที่เรียบง่าย ไม่สลับซับซ้อน หากแต่บอกเล่าเรื่องราวความรู้สึกของตัวละครได้อย่างถึงแก่น
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน (2542)
สมกับเป็นผลงานของนักเขียนที่เคยคว้ารางวัลซีไรต์มาก่อนจากนวนิยายเชิงการ
เมืองเรื่อง 'ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน' เพราะหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด 'สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน' ของนักเขียนชื่อดัง 'วินทร์ เลียววาริณ' นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับสัญชาตญาณของความเป็นคนออกมาได้ลึกซึ้ง ที่สำคัญการทิ้งท้ายเรื่องโดยไม่ได้ให้ข้อยุติที่ตายตัว แต่ปล่อยให้ผู้อ่านใคร่ครวญด้วยตนเอง หรือตั้งคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมของตัวละคร ถือเป็นเสน่ห์ของเรื่องสั้นแนวหักมุมเรื่องนี้ก็ว่าได้
ช่างสำราญ (2546)
แม้เนื้อเรื่องจะเป็นแนวปัญหาของเด็กบ้านแตกที่หลายคนคุ้นเคย และ
พอจะเดาเรื่องราวต่อๆ ไปได้ แต่ด้วยวิธีการนำเสนอเรื่องที่มองโลกในแง่ดีภายใต้กรอบที่ว่า สังคมนี้ต้องพึ่งพาอาศัยกัน จึงจะอยู่ร่วมกันได้ (รวมถึงมีนัยเรียกร้องให้สังคมที่มีการพึ่งพาอาศัยกัน เช่นในครั้งอดีตนั้นเอง) ทำให้ 'ช่างสำราญ' เป็นนวนิยาวที่ฉายภาพชีวิตของเด็กบ้านแตก ได้น่าติดตามและไม่น่าเบื่อ (ทั้งที่พล็อตเรื่องไม่ใช่ของใหม่) คือมีครบทั้งความสนุก อารมณ์ขัน และความสะเทือนใจ
เจ้าหงิญ (2548)
แค่ชื่อก็ดึงดูดให้คว้าวรรณกรรมเล่มนี้มาอ่านได้ไม่ยาก โดย 'เจ้าหงิญ' เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น 8 เรื่องของ 'คุณบินหลา สันกาลาคีรี' ที่ผสมผสานเรื่องราวของโลกจินตนาการกับโลกของความจริง โดยใช้รูปแบบนิทานได้อย่างลงตัว คือมีทั้งความแปลกใหม่และน่าติดตาม ที่สำคัญภาษาที่ใช้ยังเปี่ยมไปด้วยโวหารอันเร้าจินตนาการและความคิด ทั้งยังสอดแทรกอารมณ์ขัน แนวคิดเรื่องศักยภาพของจินตนาการและความฝัน รวมถึงเรื่องพลังของความดีไว้อย่างแนบเนียน
ความน่าจะเป็น (2545)
โด่งดังและเป็นที่กล่าวขวัญในแวดวงวรรณกรรม เพราะมุมมองและภาษาที่แปลก
ใหม่ฉีกทุกกฎของความเป็นวรรณกรรมซีไรต์ สำหรับ 'ความน่าจะเป็น' หนังสือรวม
10 เรื่องสั้นของนักเขียนขวัญใจคนรุ่นใหม่ 'คุณปราบดา หยุ่น' ด้วยแง่มุมที่แตก
ต่างในการมองโลก รวมถึงการตั้งคำถามเป็นคำถามที่ผู้คนไม่เคยคิดจะถาม ซึ่ง
แต่่ละคำถามเป็นคำถามที่ผู้คนไม่เคยคิดจะหาคำตอบ (ซึงตัวผู้เขียนเองก็ไม่ต้อง
การคำตอบ) 'ความน่าจะเป็น' จึงอัดแน่นไปด้วยการสร้างสรรค์จินตนาการอันไม่มีที่สิ้นสุด
อมตะ (2543)
นวนิยายแนวส่งเสริมพุทธศาสนาที่สอดแทรกมุมมองเกี่ยวกับการโคลนนิ่ง อันเป็นความก้าวล้ำทางวิทยาศาสตร์ที่คาบเกี่ยวกับเรื่องจริยธรรม คุณค่าและความหมายของความเป็นมนุษย์ได้อย่างน่าติดตาม และชวนให้ขบคิดต่อ (รวมทั้งต่อยอดถึงมุมมองในเรื่องความเป็นอมตะ) สมกับเจตนารมณ์ของผู้เขียนที่ประกาศว่า 'อมตะ' เป็นนวนิยายที่แต่งขึ้นเพื่อนำมนุษย์ไปสู่สันติสุข และเพื่อนำเสนอปรัชญาพุทธศาสนาให้ทุกคนหันมาสนใจ และนำไปหาความรู้ต่อ
ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน (2540)
นิยายเชิงการเมืองไทยที่จำลองภาพในเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีความสำคัญใน
ยุคต่างๆ นับตั้งแต่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยได้อย่างสมจริง ทั้งยังเต็ม
ไปด้วยเทคนิคการหักมุมที่แพรวพราว อันเป็นเสน่ห์ของงานเขียนแบบ 'วินทร์'
โดยแฝงแง่คิดที่ว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน สุดท้ายก็จบลงที่ความ
ว่างเปล่า ใครอยากเข้าใจภาพรวมของการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทย
แบบลึกซึ้ง ผลงานรางวัลซีไรต์เล่มนี้ของ 'วินทร์ เลียววาริณ' คือคำตอบของคุณ
ปูนปิดทอง (2528)
ปิดท้ายด้วย 'ปูนปิดทอง' วรรณกรรมจากปลายปากกาของนักเขียนชั้นครูอย่าง
'คุณกฤษณา อโศกสิน' ที่เล่าเรื่องราวของ 2 ตัวละคร ซึ่งทั้งคู่เกิดมาในครอบครัว
ที่พ่อแม่หย่าร้าง มีวัยเด็กที่ต้องพบกับความขมชื่นใจจากปัญหาบ้านแตก หาก
แต่เมื่อทั้งคู่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ กลับใช้พลังความรักช่วยกันลบอดีตอันขมขื่นที่เคย
เกิดขึ้น ด้วยความมั่นใจว่าชีวิตคู่ของเขาและเธอ จะไม่เป็นอย่างพ่อแม่ แต่จะเป็น
พ่อแม่ที่เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ไม่ใช่เป็นเพียงรูปหล่อปูนที่ปิดด้วยทอง ซึ่งไม่มีค่าอะไร
หนอนหนังสือท่านใดที่ยังไม่เคยสัมผัสวรรณกรรมดีๆ เหล่านี้ รีบไปหามาอ่านกันด่วนเลย เพราะกว่าจะมีวรรณกรรมที่ครบคุณค่าทางวรรณศิลป์อย่างนี้ออกมาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยค่ะ
ที่มา : Spicy
|