ดิฉันเป็นคน จ.พิจิตร แต่จะต้องเดินทางมาเรียนปริญญาตรีครุศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ ด้วยความที่ดิฉันมีพี่ชาย (หลานของแม่) อาศัยอยู่ที่ จ.นครสวรรค์ และเขากลัวว่าดิฉันจะลำบาก ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ตีห้า นั่งรถไฟเทียวไปเทียวมาระหว่างพิจิตร-นครสวรรค์ เขาจึงให้ดิฉันไปพักอยู่ที่บ้านของเขา ซึ่งซื้อทิ้งไว้เปล่าๆ ไม่ได้ทำอะไร
เขาใ้หดิฉันมาอยู่เฝ้าบ้านหลังนี้และอยู่กับลูกๆ ของเขา แต่ส่วนมากแล้วหลานๆ ไม่ค่อยได้อยู่หรอกค่ะ พวกเขาจะไปอยู่บ้านในตลาดกับพ่อและแม่ของเขามากกว่า ดิฉันจึงอยู่บ้านหลังนี้คนเดียว
เมื่อสมัยก่อนนั้น ที่ดินตรงนี้เป็นหนองน้ำเก่า เจ้าของเดิมขายให้พี่ชายดิฉันในราคาถูกมาก พี่ชายจึงรีบซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร ดิฉันเห็นว่าบ้านหลังนี้สวย และก้อยู่ในย่านธุรกิจ การค้า จึงคิดว่าคงไม่มีอะไรน่ากลัว ก็เลยเต็มใจมาอยู่ เพราะได้อยู่ฟรีๆ
ลักษณะของตัวบ้านเป็นตึกสูง 4 ชั้น ทำด้วยหินอ่อน เป็นสีสันและลวดลายต่างๆ ทั้งหลัง สวยมากจริงๆ ค่ะ มี 6 ห้องนอน ซึ่งนับว่าใหญ่มากสำหรับดิฉันที่ต้องอยู่คนเดียว ดิฉันเลือกนอนห้องที่ชั้นสาม ซึ่งมีห้องนอนของหลานชายและหลานสาวขนาบข้าง เพราะทำให้อุ่นใจว่าไม่ได้อยู่คนเดียว
แต่ทีไหนได้ เข้าไปอยู่วันแรกก็เจอดีเลยค่ะ
ตอนแรกดิฉันแปลกใจมากที่พี่ชายกำชับว่าให้ไหว้เจ้าที่เจ้าทางดีๆ ให้ไหว้บอกกล่าวท่านว่าจะมาขออยู่อาศัย ดิฉันก็ไหว้บอกกล่าวขอขมา ขอมาอาศัย นึกว่าไม่มีอะไรแล้ว พี่ชายก็ขอตัวกลับไปบ้าน ดิฉันจึงเก็บข้าวของเข้าที่เรียบร้อยแล้ว ก็มานั่งพักบนเตียง สักพักก็มีเสียงเคาะประตูห้องนอน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ดิฉันนึกว่าหลานสาวกลับมา เพราะหลานเป็นคนขี้เล่น จึงแกล้งเคาะประตูเรียก ดิฉันจึงตะโกนออกไปว่า
"รู้แล้ว มีอะไร"
สักพักมีเสียงเคาะประตูอีก และดังกว่าเดิมด้วย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ด้วยความโมโห ดิฉันอยากรู้ว่าหลานเคาะเล่นทำไม จึงเปิดออกไปดู ปรากฏว่านอกจากดิฉันแล้ว ไม่มีใครอยู่ในบ้านหลังนั้นเลยสักคน
ดิฉันเริ่มรู้สึกใจคอไม่ค่อยดีแล้ว แต่พยายามทำใจดีสู้เสือ กว่าจะเข่นตาให้หลับได้ ก็ต้องใช้ความพยายามเอาการ
คืนหนึ่ง ขณะที่ดิฉันกำลังจะกลับบ้าน พอเปิดประตูเข้าไป ก็ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้เงยหน้าขึ้นไปมองชั้นสอง (มองผ่านกันได้เพราะเป็นกระจกฝ้า)
ดิฉันเห็นเงาของคนซึ่งเอามือทั้งสองข้างแตะกระจกฝ้า และก้มมองดิฉันอยู่
ตอนแรกก็นึกว่าเป็นหลานๆ ดิฉันตะโกนพูดไปว่า
"แหม... วันนี้อยู่บ้านนี้กันหรือไง เดี๋ยวอาขึ้นไปหานะ"
ปรากฏว่าไม่เจอใครเลย
ดิฉันเริ่มรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี จึงชวนเพื่อนที่มหาวิทยาลัยมาพักด้วยกัน ดิฉันบอกให้เพื่อนไปไหว้เจ้าที่เจ้าทางก่อน เพือนก็ทำตาม คืนแรกไม่มีอะไร แต่พอมาคืนที่สอง ก็เกิดเรื่องอีกจนได้ ดิฉันนอนหลับด้วยความอ่อนเพลีย เพราะทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยมาทั้งวัน จึงหลับรวดเดียวถึงเช้า
พอตื่นขึ้นมาเห็นสีหน้าเพือนไม่ค่อยดี จึงถามว่าเป็นอะไร เพื่อนก็บอกว่า เมื่อคืนขณะที่หลับ รู้สึกเหมือนมีมือคนมาดึงขาแล้วจับกระชากจนตกเตียง ตอนแรกคิดว่าเป็นดิฉัน เพราะดิฉันเป็นคนตัวใหญ่ แข็งแรงกมาก จึงชะโงกมองดู เห็นดิฉันหลับสนิท แถมกรนอีกต่างหาก เธอจึงล้มตัวนอนใหม่ แต่นอนได้แค่พักเดียว ก็มีมือมาดึงขาของเธอกระชากอีก
คราวนี้เธอนอนคลุมโปง สวดมนต์เลยค่ะ
ดิฉันก็ปลอบเธอให้ทำใจให้สบาย ไม่มีอะไร คงเป็นเจ้าที่เจ้าทางมาล้อเล่นมั้ง อย่าคิดมาก เพือนของดิฉันจึงต้องทำใจอยู่กับดิฉันด้วยความหวาดระแวง เพราะมักจะเจอเรื่องประหลาดๆ บ่อยๆ
เช่น อยู่ๆ ไฟก็ดับ อยู่ๆ ก็มีกระต่ายเข้ามาวิ่งในห้องแล้วก็หายไป
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เพื่อนอีกคนเดินทางมาจากเชียงใหม่ และกลับบ้านไม่ทัน เพราะไม่มีรถ ดึกมากแล้ว ก็เลยมาขอนอนด้วย ดิฉันก็ตกลง
พอรุ่งเช้า เพื่อนเล่าฟังว่าเมื่อคืนไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เพราะรู้สึกเหมือนมีคนคอยจ้องมองเธอที่หน้าต่างอยู่ตลอดเวลา
ดิฉันบอกว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง ก็ตรงหน้าต่างไม่ระเบียง ใครจะมายืนมองได้
แต่เพื่อนก็ยืนยันว่าเห็นจริงๆ เป็นเงาดำๆ คล้ายเงาผู้ชายมายืนจ้องเธออยู่
ดิฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร อาจจะเป็นเพราะว่า บ้านหลังนี้ทำมาจากหินอ่อนทั้งหลังหรือเปล่า จึงเกิดแรงอาถรรพ์ขึ้น เพราะหินแต่ละก้อนมีอายุนับร้อยนับพันปี เราไม่อาจรู้ได้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง หรืออาจจะเกิดจากที่ดินที่เป็นหนองน้ำเก่าก็ได้ ใครจะไปรู้
ที่มา : คู่สร้างคู่สม

|