จากปัญหาการพบสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง ทำให้ผู้ใช้ได้รับอันตรายถึงขั้นหน้าเสียโฉม ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันมิให้เกิดปัญหาดังกล่าว สธ.วางมาตรการ ทั้งกำหนดให้มีการจดแจ้ง และคุมเข้มการนำเข้าวัตถุดิบที่มีการนำมาใช้ในการผลิตเครื่องสำอาง โดยเฉพาะสารห้ามใช้ เช่น ไฮโดรควิโนน ปรอทแอมโมเนีย กรดวิตามินเอ
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รมช. สาธารณสุข พร้อมด้วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข รองปลัดกระทรวง
สาธารณสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและ
ยา และอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า จากที่ปัจจุบันสำนัก
งานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจพบเครื่องสำอางผสมสารห้ามใช้จำนวนมาก และ
ได้มีการประกาศรายชื่อเครื่องสำอางผสมสารห้ามใช้ให้สาธารณชนทราบไปแล้วประมาณ 250
รายชื่อ นั้น
กระทรวง สาธารณสุขมิได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งนโยบายเชิงรุกเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความ
ปลอดภัยจากการใช้-เครื่องสำอาง ด้วยการออกกฎหมายใหม่กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทุก
ชนิดเป็นเครื่องสำอางควบคุม เป็นผลให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องมาแจ้งต่อ อย. หรือสำนักงาน
สาธารณสุขจังหวัด ก่อนผลิตหรือนำเข้า
เมื่อกฎหมายใหม่นี้ใช้บังคับ ซึ่งคาดว่าในราวเดือนหน้า อย. ก็จะมีข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องสำอางทุก
ชนิดที่วางขายในประเทศไทย เพื่อติดตามกำกับดูแลได้อย่างครอบคลุม ครบถ้วนและทั่วถึง โดย
เฉพาะเครื่องสำอางทาสิว ทาฝ้า ทำให้หน้าขาว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่พบการลักลอบผสมสารห้าม
ใช้บ่อย ๆ พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้สามารถติดตามตรวจสอบได้อย่างใกล้ชิด และดำเนินการกับผู้
กระทำความผิดได้ทันเหตุการณ์ ทั้งนี้ กฎหมายใหม่นี้จะสอดคล้องกับข้อตกลงที่ประเทศไทยจะ
ปรับกฎระเบียบด้านเครื่องสำอางให้สอดคล้องกันในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน (AGREEMENT
ON THE ASEAN HARMONIZED COSMETIC REGULATORY SCHEME) ด้วย
รมช. สาธารณสุข กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง กระทรวงสาธารณสุขจะได้มี
มาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ด้วยการกวดขันการนำเข้าสารเคมีที่ลักลอบผสมในเครื่องสำอาง
ได้แก่ สารประกอบของปรอท (เช่น ปรอทแอมโมเนีย ปรอทคลอไรด์ ปรอทออกไซด์ ) ไฮโดรควิ
ิโนน และกรดเรทิโนอิก หรือกรดวิตามินเอ โดยจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง (กรมศุลกากร) และกระทรวงอุตสาหกรรม (กรมโรงงานอุตสาหกรรม) เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้ประกอบการที่ใช้สารเคมีเหล่านี้ และวางมาตรการตรวจสอบเพื่อป้องกัน
มิให้มีโอกาสที่จะนำมา ลักลอบผสมในเครื่องสำอางเนื่องจากสารเคมีเหล่านี้อาจมีการนำไป
ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆได้ด้วย
น.พ.ชาตรี บานชื่น เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวเสริมว่าเนื่องจากสารเคมีที่ลัก
ลอบผสมในเครื่องสำอางส่วนหนึ่งยังมีประโยชน์ที่ใช้ในทางยา เช่น ไฮโดรควิโนน กรดวิตามินเอ ดังนั้น สารเหล่านี้ที่มีการนำเข้าในลักษณะเป็นวัตถุดิบ จะเข้าข่ายเป็นเภสัชเคมีภัณฑ์ ซึ่งผู้นำเข้า
จะต้องได้รับอนุญาตจาก อย.ก่อน และจะต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง เช่น ขายวัตถุดิบนั้นให้
้แก่ผู้รับอนุญาตผลิตยา นำเข้าได้เฉพาะด่านที่กำหนด จัดทำบัญชีและรายงานเกี่ยวกับการนำเข้า และการขายแต่ละครั้ง
นอกจากนี้ อย. จะได้ร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการผลักดัน
มาตรการต่าง ๆ เพื่อให้การติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังเครื่องสำอางเป็นไปอย่างมีประสิทธิ
ภาพ ตั้งแต่การคุมเข้มสารเคมีที่เป็นปัญหา การทลายแหล่งผลิตเครื่องสำอางอันตราย จัดทำ
ฐานข้อมูลเครื่องสำอางที่วางขายในประเทศไทยให้ครบถ้วน รวมทั้งให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในการ
เลือกซื้อ และใช้้เครื่องสำอางอย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม สำหรับบทกำหนดโทษผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้นำเข้าเพื่อขาย และผู้ขายเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยจะต้องถูกระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ที่มา : มติชน
|