HOME
 Health
 Beauty
 Sex life
 Woman focus
 เรื่องน่ารู้รอบตัว
 แบบทดสอบ

ครีมหมอจุฬา , ครีมหน้าเด้ง ลดน้ำหนัก ม.รังสิต  และ เครื่องสำอางคุณภาพ by ร้านปอป่าน
โฆษณา
โฆษณา

 

สอนวัยรุ่นรู้ทันเรื่องเพศ ต้องปฏิวัติการสอนเพศศึกษา


พอใกล้ถึงวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี บรรยา กาศหนึ่งที่เรามักจะได้เห็นกันตลอดมาก็คือ การ
ที่หลายฝ่ายในสังคมไทยตื่นตัวออกมาแสดงความเป็นห่วงเป็นใยปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรใน
กลุ่มวัยรุ่น โดยเฉพาะความกังวลที่ว่าวัยรุ่นหญิงจะถือโอกาสอ้างเป็นฤกษ์งามยามดีในการยอมเสียตัวให้แก่
เพื่อนชาย จนถึงกับต้องมีการเพิ่มความเข้มงวดสถานบริการประเภทต่างๆ โดยเฉพาะโรงแรมม่านรูดที่ต้อง
มีการตรวจสอบผู้เข้าไปใช้บริการ รวมทั้งมีการรณรงค์ให้ความรู้และเตือนสติกันอย่างคึกคัก แต่หลังจาก
ผ่านวันวาเลนไทน์ไปแล้ว เพียงแค่ข้ามคืนขึ้นวันใหม่ ทุกคนก็ลืมและคิดว่าทุกอย่างได้กลับสู่สภาพปกติแล้ว

แต่คำถามก็คือ สภาพปกติคืออะไร ปกติจริงหรือไม่ วัยรุ่นไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กันแล้วจริง ๆ หรือ เชื่อว่าคำตอบ
ที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจก็คือ “ไม่ใช่” เพราะปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรยังมีอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าวันไหน
เดือนไหน หรือปีไหน ๆ แล้วเราสามารถทำอะไรได้มากกว่าแค่การตื่นตัวออกมารณรงค์กันอย่างคึกคักในช่วง
วาเลนไทน์หรือเทศกาลสำคัญอย่างลอยกระทงหรือไม่ หลังจากนั้นก็เงียบหายแล้วก็ค่อยมาตีปี๊บกันใหม่ วน
เวียนซ้ำซากอยู่อย่างนี้

รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์ อาจารย์ ผู้สอนทางด้านสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มองว่า การที่สังคมไทยจับจ้องพฤติกรรมของวัยรุ่นในช่วงวันวาเลน
ไทน์เป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่การแก้้ปัญหาที่ต้นเหตุต้องเป็นการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้อง
สอนให้เด็กมีเกราะคุ้มกัน มีวิจารณญาณ และรู้เท่าทันเรื่องของเพศ ซึ่งหากเด็กวัยรุ่นมีทักษะเหล่านี้ เราก็ไม่
่ต้องมานั่งกังวลว่า เด็กจะเสียตัวในวันวาเลนไทน์ แต่หากไม่มีทักษะ และขาดวิจารณญาณแล้ว ถึงไม่มีวันวา
เลนไทน์ ไม่ว่าวันไหน ๆ เด็กก็เสียตัวได้อยู่ดี

“ที่ผ่านมากระบวนการสอนเพศศึกษาในบ้านเราล้มเหลวมาตลอด เพราะผู้ใหญ่จะคิดเองว่าเด็กแต่ละวัยควร
เรียนรู้อะไร แล้วก็ทำเป็น package ให้สอนเหมือนกันหมดทั้งประเทศ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะเด็กแต่ละคน
และในแต่ละพื้นที่จะมีบริบททางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมหล่อหลอมที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กกรุงเทพฯ
เด็กต่างจังหวัด เด็กด้อยโอกาส แม้แต่เด็กกรุงเทพฯก็ยังมีทั้งเด็กที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลาง และระดับ
รากหญ้า ดังนั้นการสอนเพศศึกษาก็ต้องจัดให้หลากหลายด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก
จึงจะเรียกว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรูู้้อย่างแท้จริง”

หากจะพูดให้ชัดก็ต้องบอกว่า เด็กไทยทุกวันนี้มีช่องทางเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเรื่องเพศได้จากสื่อต่าง ๆ มากมาย
ทั้งโทรทัศน์ ภาพยนตร์ อินเทอร์เน็ต วีซีดี ฯลฯ และเราก็ห้ามเด็กไม่ให้รับข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้ ซึ่งล้วนเป็นตัว
กระตุ้นให้เด็กมีความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเป็นไปตามวัยของเขา ในขณะที่ผ่านมาไม่ว่าพ่อแม่ หรือครูอาจารย์มัก
ปฏิเสธที่จะพูดเรื่องเพศกับเด็ก และชอบคิดว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ หรือแต่งงานไปแล้วก็จะรู้เอง ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้
้แล้วในยุคสมัยนี้

“จากข้อมูลที่สัมผัสมาพบว่า เด็กนักเรียนในห้องเรียนหนึ่งซึ่งมีอายุ 15 ปีขึ้นไป ทุกคนเคยมีประสบการณ์ทาง
เพศมาแล้ว ดังนั้นการสอนเพศศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ก็ควรสูงไปอีกระดับหนึ่ง เช่น เรื่องของการป้องกัน หรือ
การไม่ตกเป็นเหยื่อ ในขณะที่เด็กอีกกลุ่มหนึ่งซึ่ง อายุเท่ากัน แต่ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย การสอนสำหรับเด็ก
กลุ่มนี้ก็ต้องเป็นอีกแนวทางหนึ่ง เช่น การดูแลสุขอนามัย เป็นต้น ส่วนที่ชอบสอนกันว่า ไม่ควรมีเซ็กซ์ก่อน
แต่งงาน แต่ให้มีเซ็กซ์หลังแต่งงานแล้วก็น่าจะเป็นการพูดแบบเปรียบเทียบขาวกับดำมากเกินไป”

รศ.ดร.นภาภรณ์ ย้ำว่า ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนยอมรับการมีเพศสัมพันธ์ของเด็กวัยรุ่น เพียงแต่ต้องการให้ทุกคน
ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมก่อน แล้วมาช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรในการสร้างเกราะคุ้มกันให้เด็กเข้าใจ
เรื่องเพศศึกษา รู้เท่าทันเรื่องของเพศ มีวิจารณญาณและเห็นคุณค่าของการรอคอย

“ถ้าเราสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ดี จะทำให้เด็กทั้งหญิงและชายมีวิจารณญาณคิดได้เอง และรู้จักที่จะรอจนถึงวัน
แต่งงาน หรือเมื่อถึงวัยทำงานแล้ว แต่ที่ผ่านมาเราไม่มีบรรยากาศแบบนี้เลย ในขณะที่เด็ก ๆ เขารับรู้เรื่องเพศ
ผ่านสื่อต่าง ๆ อยู่แล้ว แต่พ่อ แม่กลับไม่ค่อยอยากพูดเรื่องนี้กับลูก ครูบางคนก็ไม่เข้าใจเรื่องเพศศึกษายัง
มองเป็นเรื่องน่าอายเห็นเด็กสวมเสื้อพอดีตัวยังมีความคิดว่าเด็กคนนั้นแต่งตัวยั่วยุให้ผู้ชายมอง ซึ่งถ้าเรายังมีครู
ที่มีความคิดเช่นนี้อยู่ การสอนเพศศึกษาในสังคมไทยก็จะยังเป็นเช่นนี้ การแก้ปัญหาที่ี่เกี่ยวกับวัยรุ่นก็จะไม่ถูก
จุด และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างที่ทำ ๆ กันอยู่”

รศ.ดร.นภาภรณ์ แนะนำว่า ครูสามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ในชั้นเรียน เช่น ให้เด็กเขียนเรื่องที่ตัวเองสนใจ
อยากรู้ หรือคิดว่าเป็นปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเขียนเป็นคำถามใส่กล่องแต่ไม่ต้องไม่เปิดเผยชื่อว่าของใคร
จากนั้นนำสิ่งที่เด็กเขียน หรือสงสัยมาพูดคุยอภปรายในชั้นเรียนเพื่อหาทางออก ซึ่งจะทำให้เด็กทุกคนใน
ห้องได้เรียนรู้ร่วมกัน และที่สำคัญต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้พูด เพราะถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยควรจะให้ความ
สนใจวิชาเพศศึกษา และไม่เพียงแค่โรงเรียนเท่านั้น แต่ครอบครัวก็ควรจะให้ความรู้ที่เหมาะสมกับเด็กด้วย

สรุปว่าการปฏิวัติการสอนเพศศึกษาในบ้านเราต้องเริ่มด้วยการที่พ่อแม่ ครูอาจารย์ รวมทั้งผู้ใหญ่ทุกคนใน
สังคมต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ กล้าที่จะพูดเรื่องเพศกับเด็ก เพราะจริง ๆ แล้ว เพศศึกษาเป็นวิถีชีวิตอย่าทำให้มัน
เป็นเรื่องที่แตกแยกออกจากวิถีชีวิต อย่าคิดว่าเป็นการชี้โพรงให้กระรอก เพราะในความเป็นจริงกระรอกมัน
อยู่ในโพรงเรียบร้อยแล้ว เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้กระรอกอยู่ในโพรงได้อย่างรอดปลอดภัยมากกว่า.

          

ที่มา : เดลินิวส์

อ่านเรื่องอื่นๆ ในหมวด

 

 

 


advertising

   ติดต่อ : webmaster@womaninfocus.com  Copyright 2008 © Womaninfocus  All rights reserved