|

เมื่อ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้ พระสัมมาสัมโพธิญาณ ภายใต้ ต้นอัสสัตถพฤกษ์ ริมฝั่ง แม่น้ำ เนรัญชรา ตำบล อุรุเวลาเสนานิคม ในวันเพ็ญ เดือนวิสาขะ พระองค์ประทับ เสวยวิมุติสุข ในเขตปริมณฑล นั้น เป็นเวลา ๗ สัปดาห์
จากนั้น เสด็จไปโปรด คณะปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ทรงแสดง ปฐมเทศนาชื่อ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ในวันเพ็ญ เดือนอาสาฬหะ ทำให้ท่านโกณฑัญญะ ได้ธรรมจักษุ ห้าวันต่อมา ทรงแสดงธรรม อนัตตลักขณสูตร ทำให้ท่าน เหล่านั้นได้บรรลุ อรหัตผลเป็นพระอรหันต์
ในเวลาต่อมา พระพุทธองค์ได้โปรด ยสกุลบุตรพร้อมสหาย และชาวเมืองพาราณสี สหายของยสกุลบุตร ๕ คน ชาวชนบทอีก ๕๐ คน ท่านเหล่านี้ ได้บวชเป็น พระภิกษุโดยวิธี เอหิ ภิกขุอุปสัมปทา คือการบวชโดย พระพุทธเจ้า ประทานอุปสมบท ให้เองเป็นการ ประกาศว่า พระพุทธศาสนา ได้อุบัติขึ้น ในโลกแล้ว
ครั้นแล้ว พระอรหันตสาวก ทั้ง ๖๐ องค์ ก็เริ่มออกจาริก ประกาศพระศาสนา ไปในชนบทต่างๆ แต่องค์เดียว ตามพระดำรัส แม้ส่วน พระองค์ ก็ได้เสด็จ ไปยังตำบล อุรุเวลาเสนานิคม ทรงแสดงธรรม โปรดชฏิลสามพี่น้อง และบริวาร ๑,๐๐๐ คน หลังจากนั้น พระองค์ก็เสด็จมา ประดิษฐานพระพุทธศาสนา ในเมืองราชคฤห์ ซึ่งเป็นเมืองหลวง ของแคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสาร พระราชาแห่งแคว้นมคธ ได้ถวายสวนไม้ไผ่ ให้เป็นวัด แห่งแรกใน พระพุทธศาสนา เรียกว่า เวฬุวัน พระพุทธองค์ ทรงเผยแผ่ธรรม ณ เวฬุวัน และบริเวณใกล้เคียง ทรงประทับ ณ พระคันธกุฏิ บนภูเขาคิชกูฏ ทรงได้พระอัครสาวก ซึ่งเป็นชาวเมืองบาลันทา หรือ นาลันทกคามคือ พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ
ในเดือนที่ ๙ หลังการตรัสรู้ พระพุทธองค์ทรง แสดงธรรม โปรดปริพาชก ชื่อทีฆนขะ อัคคิเวสนโคตร ที่ถ้ำสุกรขาตา ภูเขาคิชณกูฏ พระธรรมเทศนา ที่ทรงแสดง มีชื่อว่า เวทนาปริคหสูตร ขณะนั้น พระสารีบุตรนั่ง ถวายงานพัดอยู่เบื้อง พระปฤษฏางค์ คือข้างหลัง ได้ฟังเทศนานั้น และสำเร็จพระอรหันต์ ส่วนทีฆนขะ เพียงได้ธรรมจักษุ และแสดงตนเป็น อุบาสกในพระพุทธศาสนา
ในวันนั้นเอง ก็พอดี ถึงวันเพ็ญ เดือนมาฆะ พระพุทธเจ้าเสด็จลง จากภูเขาคิชณกูฏ มายัง พระเวฬุวัน ก็ประจวบกับ เหตุการณ์ว่า พระสาวกในรุ่นแรกๆ ทั้งหมดเฉพาะ ที่เกิดขึ้นบริเวณใกล้ๆ นครราชคฤห์ นั้น คือ พระสงฆ์สาวก ที่เคยเป็นชฏิล มาก่อน เป็นลูกศิษย์ของ อุรุเวสกัสสปะ นทีกัสสปะ และกยากัสสปะ อดีตชฏิลสามพี่น้อง รวมเป็นภิกษุบริวาร ถึง ๑,๐๐๐ องค์ กับอีกชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นบริวารของ พระสารีบุตร และพระโมคคลานะ รวมทั้งหมด ๑,๒๕๐ องค์ พระภิกษุเหล่านี้ ล้วนเคยนับถือ ศาสนาพราหมณ์ มาก่อน และในวันเพ็ญ เดือนมาฆะ เป็นวันที่ ทางศาสนาพราหมณ์ ได้ประกอบพิธี ศิวาราตรี คือการลอยบาป ในแม่น้ำคงคา และประกอบพิธี สักการบูชา พระเป็นเจ้า ในเทวสถาน เมื่อถึงวันนั้น พระสงฆ์สาวก ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเคยประกอบพิธี ดังกล่าว จึงพากันไป เฝ้าพระพุทธองค์ โดยมิได้นัดหมาย เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต คือ การประชุม พร้อมด้วยองค์ ๔ คือ
๑. วันนั้น เป็นวันมาฆปูรณมี คือวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือนมาฆะ จึงเรียกว่า มาฆบูชา
๒. พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกัน โดยมิได้นัดหมาย
๓. พระภิกษุทั้งหมดล้วน เป็นพระอรหันต์ ประเภทฉฬภิญญา คือ อภิญญา ๖ ความรู้ อันยอดยิ่งมี ๖ ประการ ได้แก่ ๑.แสดงฤทธิ์ได้ (อิทธิวิธี) ๒.หูทิพย์ (ทิพยโสต) ๓.รู้จักกำหนดใจผู้อื่น (เจโตปริยญาณ) ๔.ระลึกชาติได้ (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ) ๕.ตาทิพย์ (ทิพย์จักษุ) ๖.ทำอาสวะกิเลสให้สิ้นไป คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรม เป็นที่สิ้นไป แห่งอาสวะทั้งหลาย (อาสวักขยญาณ)
๔. พระภิกษุ เหล่านั้น ทั้งหมด ได้รับ การอุปสมบทจาก พระพุทธเจ้าโดยตรง (เอหิภิกฺขุอุปสมฺปทา)
วันเพ็ญเดือนมาฆะ พระพุทธเจ้าทรง พิจารณาเห็นว่า เป็นโอกาส อันสมควร จึงทรงแสดงธรรม ที่ถือว่าเป็นหัวใจ ของพระพุทธศาสนา เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์
โอวาทปาฏิโมกข์ เป็นหลักคำสอน ที่เป็นหัวใจ ของพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึง จุดหมาย หลักการ และวิธีการ ของพระพุทธศาสนา ไว้อย่างครบถ้วน
๑. จุดหมายของ พระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน (นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา)
๒. หลักการของ พระพุทธศาสนา คือ ต้องมีความอดทน ในการฝึกตนเอง เพื่อบรรลุจุดหมาย (ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา) ต้องประกอบด้วย
ก. ไม่ทำความชั่ว โดยประการทั้งปวง ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ (สพฺพปาปสฺส อรกณํ)
ข. ทำความดี ทั้งทางกาย วาจา และใจ (กุสลสฺสูปสมฺปทา) การไม่ทำความชั่ว นั้น จะเรียกว่า เป็นคนดี ยังไม่ได้ การเป็นคนดี จะต้องทำความดี ทั้งทางกาย วาจา ใจ มิฉะนั้นแล้ว คนปัญญาอ่อน คนเป็นอัมพาต เป็นต้น ก็จะเป็นคนดีไปหมด
ค. การชำระจิตใจ ให้สะอาด ผ่องใส สงบ (สจิตฺตปริโยทปนํ)
๓. วิธีการ ที่จะบรรลุจุดหมาย คือ ต้องฝึกอบรมตน แบบต่อเนื่อง ให้เกิดมรรคสามัคคี คือ มีองค์ ๘ ** รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๘ เกลียว หรือให้มี ศีล สมาธิ และปัญญา รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๓ เกลียว พัฒนากาย วาจา ใจ ให้พูดดี ทำดี คิดดี ไม่ตกอยู่ในอำนาจ แห่งกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือ ราคะ โมสะ โมหะ ไม่ตกอยู่ในอำนาจ แห่งกิเลส ตัณหา หรือความใคร่ ความอยากมี อยากเป็น แบบมืดบอด ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ที่มันเป็น ไปไม่ได้ เช่น ไม่อยากเป็นคนเสื่อมลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข เป็นต้น โดยอาศัยวิธีการ ดังต่อไปนี้.
ก. ฝึกวาจา ระวังเสมอ มิให้กล่าวคำเท็จ คำหยาบ คำส่อเสียด คำเพ้อเจ้อ (อนูปวาโท)
ข. ฝึกกาย ระวังเสมอมิให้มีการฆ่า ทำลายชีวิต ตลอดจน ถึงการเบียดเบียน ทางกาย (อนูปฆาโต)
ค. ละเว้น ข้อที่พระพุทธเจ้า ได้ตรัสห้ามไว้ และทำตาม ข้อที่พระพุทธองค์อนุญาต (ปาฎิโมกฺเข จ สํวโร)
ง. รู้จักประมาณ ในการบริโภค อาหาร ตลอดจน รู้จักประมาณ ในการใช้สอยปัจจัย ๔ (มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺสมึ)
จ. ฝึกตนอย่างจริงจัง ในที่ที่สงัด จากสิ่งรบกวน (ปนฺตนฺ จ สยนาสนํ)
ฉ. ภาวนาอยู่เสมอ คือ พัฒนาตนเอง ให้พ้นจากอำนาจ ของกิเลสตัณหา การภาวนา หมายถึง การใช้ทั้งสมาธิ และวิปัสสนา แก้ปัญหา หรือจัดการกับกิเลส (อธิจิตฺเต จ อาโยโค) เป็นการตรวจสอบ ตัวเองอยู่เสมอ มิให้จิตใจเศร้าหมอง ให้จิตใจผ่องใส อยู่เสมอ (สจิตฺตปริโยทปนํ)
จุดหมาย หลักการ และวิธีการ ที่พระพุทธเจ้า ได้ประกาศไว้ จะเป็นไปด้วยดี และบรรลุวัตถุประสงค์ ที่พระพุทธเจ้า ทรงมุ่งหมายไว้ นั้น พระองค์ได้ย้ำเตือนไว้ว่า จะต้องปฏิบัติตน ให้เป็นอย่างบรรพชิต และเป็นอย่างสมณะ คือ เว้นจากความชั่ว ทุกประการ และเป็นผู้ปฏิบัติตัว เป็นแบบอย่าง เพื่อระงับบาป อกุศล ได้แก่ ผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นอริยบุคคล ทั้งไม่เบียดเบียนและ ไม่ก่อให้เกิด ความเดือนร้อน แก่คนที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ทั้งหลาย ( น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺ โต )
การปลงมายุสังขาร
หลังจาก ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้และ สั่งสอนพระธรรม มาเป็นระยะเวลา ๔๕ ปี พระองค์ทรง ปลงมายุสังขาร คือ ตั้งพระทัยว่า "ต่อแต่นี้ ไปอีก ๓ เดือน เราจักเสด็จ ดับขันธปรินิพพาน" การปลงอายุ สังขาร ตรงกับ วันมาฆบูชา ในปีที่ พระพุทธองค์ มีพระชนมายุ ๘๐ พระชันษา
ด้วยเหตุนี้ ในวันมาฆบูชา ชาวพุทธ จึงถือว่า เป็นวันที่ มีความสำคัญ เกี่ยวเนื่องกับ พระพุทธเจ้า รวม ๒ ประการ คือ เป็นวันที่แสดง โอวาทปาติโมกข์ และ เป็นวันปลง อายุสังขาร
ที่มา : http://www.mai95.net
|