เรื่องที่จะเล่านี้เกิดขึ้นกับตัวดิฉันเอง คือดิฉันมีธุระต้องไปโอนเงินที่ธนาคารในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง แถวปิ่นเกล้า หลังจากเสร็จธุระ ดิฉันก็เอาสมุดธนาคารยัดใส่ไว้ในกระเป๋าถือ หลังจากนั้นก็เดินซื้อของ ดูนั่นดูนี่ไปเรื่อย มารู้ตัวอีกทีก็ตอนจะจ่ายเงิน
ปรากฏว่าสมุดธนาคารที่ใส่ไว้ในกระเป๋าหายไป ตอนนั้นก็แค่ตกใจนิดหน่อย แต่ก็โล่งใจที่กระเป๋าสตางค์กับโทรศัทพ์มือถือยังอยู่
หลังจากนั้นดิฉันก็ไปแจ้งความ เพราะว่าการจะไปติดต่อขอทำสมุดเล่มใหม่กับธนาคารนั้น ถ้าสมุดหาย ต้องมีใบแจ้งความไปให้ทางธนาคารดูด้วย
ในที่สุ ดิฉันก็ได้สมุดเล่มใหม่มา โดยที่เงินในบัญชีก็ยังอยู่ครบ จนกระทั่งผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน ดิฉันได้รับโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาทางมือถือ (ไม่รู้ว่าได้เบอร์ดิฉันมาจากไหน) เป็นเสียงจากเครื่องอัตโนมัติ บอกว่า โทรมาจากศาลอาญา ให้ไปรายงานตัวตามหมายเรียกในคดีอาญา ถ้าต้องการทราบรายละเอียดให้กด 9
พอได้รับสายก็ตกใจว่าเราไปทำผิดอะไร ทำไมถึงมีหมายศาลเรียกให้ไปรายงานตัว ด้วยความอยากรู้ว่าเป็นเรื่องอะไร ก็กด 9 ตามที่เครื่องบอก หลังจากนั้นก็มีเสียงผู้หญิงเป็นคนรับสาย บอกว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ศาลอาญา ดิฉันก็บอกว่าได้รับโทรศัพท์ให้ไปรายงานตัว แต่ไม่ทราบว่าทำผิดข้อหาอะไรหรือ ทางนั้นก็สอบถามชื่อ-นามสกุล และเลขประชาชน 13 หลักของดิฉัน โดยให้เหตุผลว่าต้องเช็คข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ ถึงจะทราบว่าเป็นข้อหาอะไร ให้ดิฉันรอสักครู่
แต่สักครู่ของเธอ ก็ประมาณ 2 วินาทีเท่านั้น เธอตอบกลับมาว่า ดิฉันทำผิดข้อหาปลอมแปลงบัตรเครดิต และบัตร ATM ดิฉันก็ตอบกลับไปว่า ดิฉันไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แล้วจะมีความผิดได้อย่างไร เธอก็หลอบใ้หดิฉันใจเย็นๆ แล้วบอกว่า
"ตอนนี้ทางตำรวจจับตัวคนร้ายได้แล้ว ซึ่งมีหลักฐานเป็นบัตรเครดิต บัตร ATM และสมุดธนาคารอยู่เป็นจำนวนมาก และในนั้นเป็นสมุดฝากชื่อของคุณด้วย โดยทางกลุ่มคนร้ายได้ซัดทอดว่าคุณมีส่วนรู้เห็นด้วย"
ดิฉันจึงตอบกลับไปว่าสมุดธนาคารของดิฉันหายไปเมื่อเดือนที่แล้ว คงจะมีการเข้าใจอะไรผิด เธอคนนั้นก็บอกให้ดิฉันใจเย็นๆ รอรับเอกสารที่จะส่งไปให้ก็แล้วกัน ดิฉันก็ถามว่าเอกสารอะไร เธอก็บอกว่าให้รอรับก็แล้วกัน เธอเป็นแค่เจ้าหน้าที่ ไม่ทราบอะไรมาก แล้วก็วางสายไปเลย
หลังจากนั้นอีกประมาณ 10 นาที ก็มีโทรศัพท์โทรเข้ามาอีก คราวนี้ บอกว่าโทรมาจากสถานีตำรวจ ลักษณะการพูดก็จะเหมื่อนๆ กับผู้หญิงคนแรก บอกว่าให้ดิฉันใจเย็นๆ ถามดิฉันว่า คุณชื่อ...นี้ นามสกุลนี้ ใช่มั้ย? ดิฉันก็บอกว่าใช่ แล้วก็ถามต่อว่า ดิฉันมีอาชีพอะไร ซักโ่นนซักนี่ ดิฉันรู้สึกว่าผิดสังเกต ก็เลยแกล้งโกหกไปเรื่อยๆ แล้วแกล้งถามว่าดิฉันกำลังพูดอยู่กับใคร ชื่ออะไร เป็นตำรวจ สน.ไหน ทางนั้นก็ทำเป็นอึกอัก เสียงขาดๆ หายๆ แบบว่าสัญญาณไม่ดี ฟังไม่ได้ยินว่าพูดว่าอะไร
ดิฉันพอจับใจความได้ว่า ชื่อ ร.ต.ต..... อยู่ สน..... แล้วก็บอกให้ดิฉันรอรับเอกสาร (อีกแล้วค่ะ) พอดิฉันถามว่าเป็นเอกสารอะไร เขาก็ตอบกลับมาว่า ถ้าอยากรู้ก็ให้ไปพบเขาที่โรงแรง... จะช่วยเคลียร์คดีให้ ดิฉันจึงตอบกลับไปว่าคุณเป็นใคร แล้วทำไมดิฉันต้องไปพบคุณที่โรงแรม
ทางนั้นคงเห็นว่า เหยื่อไม่ติดเบ็ดแล้ว จึงบอกว่า ถ้าคุณไม่มาก็รอรับเอกสารแล้วกัน แล้วก็วางหูไปเลย
ดิฉันยิ่งมั่นใจว่าต้องเป็นพวกมิจฉาชีพแน่นอน เพราะไม่มีเบอร์โให้โทรกลับ จึงโทรไปเช็คที่ สน. ที่ว่า ว่ามีตำรวจชื่อนี้หรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าไม่มี คราวนี้จะทำยังไงดีล่ะ เพราะว่าดิฉันดันหลวมตัวบอกชื่อ-นามสกุล แถมให้เลขที่บัตรประชาชนไปด้วย ก็กลัวว่าจะโดนเอาไปทำอะรที่มันผิดกฎหมาย เลยตัดสินใจไปแจ้งความดีกว่า
พอไปที่ สน.แรก คุณตำรวจน่ารักมาก ท่านบอกว่าคุณจะมาแจ้งความเรื่องอะไร ดิฉันก็เล่าไปจนจบ แทนที่จะรับแจ้ง กลับบอกว่าแล้วคุณไปบอกเขาทำไม ในเมื่อตัวเองก็ไม่เคยทำผิด ในเมื่อยังไม่เหตุ จะมาแจ้งความได้ยังไง (รอให้เกิดเหตุก่อนค่อยมา...หรือคะ) แหม...ท่านก็ช่างน่ารักสมเป็นที่พึ่งของประชาชนจริงๆ เสียดายน้ำลายให้เล่าซะยืดยาว สรุปไม่รับแจ้งค่ะ
หลังจากอกหักจาก สน.แรก ดิฉันก็ยังไม่หมดความพยายาม จึงไแจ้งความ สน.ที่ดูแลท้องที่ที่ดิฉันได้รับโทรศัพท์อีก ก็แค่อยากให้ตำรวจรับรู้ไว้ว่า เราเจอเหตุการณ์แบบนี้นะ เผื่อวันดีคืนดี ดันเกิดมีชื่อดิฉันไหปโกงเงินใคร หรือใครถูกหลอกให้โอนเงินมาเข้าบัญชีดิฉัน จะได้ไม่มีปัญหาว่าดิฉันเข้าไปมีส่วนรู้เห็นทีหลัง ไอ้เรื่องที่จะให้สืบจับแบบยกพวกคงไม่กล้าฝันหรอกค่ะ ส่วนตำรวจที่ สน.นี้ ก็ไม่มีปัญหาค่ะ รับแจ้งความลงบันทึกประจำวันเรียบร้อย แถมยังบอกอีกว่า ดีแล้วที่ดิฉันมาแจ้งความไว้ เพราะมีคนที่โดนเหมือนดิฉันมาแจ้งความไว้หลายรายแล้ว แต่ว่ายังตามจับไ่ม่ได้ เพราะหลักฐานยังมีไม่พอ
โชคดีที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับดิฉัน มันยังไม่ร้ายแรง ไม่เสียหายเพียงแค่ตกใจเท่านั้น เพราะรู้ทันมิจฉาชีพเสียก่อน ถ้าเกิดไม่ไ้ด้เอะใจ ดันไปหาพวกเขาที่โรงแรมตามนัด ก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น
|